ช่วงที่จี๊ปได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรื่อง Child Online Protection จากองค์กรภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษา NGO มันเหมือนนั่งดูภาพต่อจิ๊กซอว์ที่ค่อย ๆ ประกอบกันเป็นภาพใหญ่ ที่เราไม่เคยเห็นชัดขนาดนี้มาก่อน โดยเฉพาะเมื่อเรื่องพฤติกรรมของเด็ก ถูกนำมาเชื่อมกับ “โลกออนไลน์” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เด็กยุคนี้เติบโตขึ้นมา
nok
รู้สึกชัดมากว่า เวลาเราพูดถึงพฤติกรรมเสี่ยงของเด็ก มันแยกออกจากโลกออนไลน์ไม่ได้เลย เพราะสำหรับเด็กวันนี้ ออนไลน์ไม่ใช่โลกคู่ขนานอีกต่อไป แต่มันคือ พื้นที่ที่เขาใช้เรียน ใช้พักผ่อน ใช้คุยกับเพื่อน ใช้หา community ใช้สร้างความคิดสร้างสรรค์ ใช้ระบายความรู้สึก และบางครั้งก็ใช้เป็นที่หลบภัยเวลาบ้านจริงไม่ปลอดภัย การคาดหวังว่าเด็กจะ “แยก” offline กับ online เป็นคนละโลก จึงเป็นความไม่เข้าใจธรรมชาติการเติบโตของเด็ก
พอเราย้อนกลับมามอง Harmful Sexual Behaviour หรือ HSB ผ่านเลนส์นี้ เราจะเห็นชัดเลยว่า พฤติกรรมที่ “ไม่น่าทำ” หรือ “เป็นอันตราย” มันมีที่มา
หลายคนเติบโตมาในความไม่มั่นคงทางอารมณ์ อยู่ในบ้านที่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัย หลายคนเจอเนื้อหาทางเพศเร็วเกินวัย หรือถูกล่วงละเมิดโดยที่ไม่เคยมีใครนั่งลงฟังว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง บางคนแค่ต้องการการมองเห็น อยากรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า แต่เขาไม่เคยมีภาษาทางอารมณ์ ไม่เคยมีใครสอน boundary หรือวิธีรักษาความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กจำนวนไม่น้อยเป็นเด็กที่ถูก bully ซ้ำ ๆ ในโรงเรียน ถูกล้อ ถูกผลักออกจากกลุ่ม ถูกปฏิเสธจนกลายเป็นความเจ็บที่หาคำอธิบายไม่ได้ เด็กบางคนถูก neglect ถูกปล่อยให้ตัวเองเผชิญชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หรือแม้แต่ถูก abuse โดยคนที่ควรปกป้องเขามากที่สุด ซึ่ง trauma แบบนี้มันฝังลึกและไม่เคยถูกดูแลจริง ๆ
และในหลายเคส เด็กที่มี HSB คือเด็ก neurodivergent—เด็กที่มีสมองทำงานไม่เหมือนคนอื่น ความเข้าใจเรื่อง social cues, personal space, หรือความตั้งใจของคนรอบข้าง อาจไม่เหมือนเด็กทั่วไป พวกเขาไม่ได้ “ไม่รู้เรื่อง” แต่เขาต้องการวิธีการเรียนรู้ที่ต่างออกไป ต้องการคนช่วยแปลความรู้สึก ต้องการโครงสร้างและความเข้าใจมากกว่าการลงโทษ
ประโยคที่ติดอยู่ในใจ จากงานครั้งนี้คือ มุมมองที่ว่า “เด็กที่แสดง HSB ไม่ใช่ perpetrator”
Perpetrator = Victim = Unmet Needs Child คือถ้ามองลึกลงไป เด็กที่ทำร้ายคนอื่น หลายครั้งคือเด็กที่เคยโดนทำร้ายมาก่อน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม และมากไปกว่านั้น เขาคือเด็กที่มีความต้องการบางอย่างที่ไม่มีใครมองเห็น มากกว่าการลงโทษ เขาต้องการ “การรับรู้” และ “การฟื้นฟู”
เพราะงั้นการปกป้องเด็กจากภัยออนไลน์มันไม่ใช่เรื่องของการห้ามหรือการจำกัดพื้นที่ แต่เป็นเรื่องของการสร้างทักษะให้เขาอยู่รอดในโลกที่เชื่อมกันทั้งหมดแบบนี้ เราต้องสอนเขาให้มี digital literacy รู้เท่าทัน รู้ boundary มี self-agency และ autonomy รู้ว่าเขาควบคุมอะไรในชีวิตตัวเองได้บ้าง มี resilience เพื่อรับมือเมื่อมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น
และที่สำคัญกว่านั้น คือการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยพอสำหรับให้เด็ก “กล้ามาพูด” เมื่อมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น เพราะถ้าเขาพูดไม่ได้ที่บ้าน เขาก็จะไปพูดกับใครก็ไม่รู้ในออนไลน์แทน ซึ่งมันคือจุดที่ความเสี่ยงเริ่มสูงขึ้น
สิ่งหนึ่งที่หลายประเทศในอาเซียนสะท้อนเหมือนกันคือ เวลาเด็กทำอะไรผิด เรารีบตัด สั่งห้าม ลงโทษ ทั้งที่วิธีที่ได้ผลกว่าคือการฟื้นฟู การนั่งคุยให้เด็กรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันส่งผลต่อคนอื่น และเขาสามารถแก้ไขได้ยังไง นี่คือ restorative approach พื้นที่ที่เด็ก “ได้เริ่มใหม่” แทนที่จะถูกตัดสิทธิ์ในการเติบโต
และอีกเรื่องที่จี๊ปรู้สึกสำคัญมากคือ เราต้องสนับสนุนพ่อแม่ด้วย เพราะพ่อแม่จำนวนมากเองก็ไม่มี digital literacy พอที่จะคุยกับลูก จากวิถีที่โตมาคนละช่วงเวลา บางทีเรื่องออนไลน์เป็นเรื่องที่เขาไม่ถนัด ไม่เข้าใจแพลตฟอร์ม ไม่รู้จะเริ่มยังไง บางคนก็เหนื่อยล้าหรือเครียดจนไม่มีพลังจะรับมือ ทำให้เขาดูเหมือน under-supportive ทั้งที่จริง ๆ เขาก็ต้องการความช่วยเหลือเหมือนกัน ถ้าเราอยากให้เด็กปลอดภัย ผู้ดูแลเองก็ต้องได้รับพลังไปด้วย
ทั้งหมดนี้ทำให้จี๊ปรู้สึกว่า การทำงานกับเด็กยุคดิจิทัล มันไม่ใช่แค่ปกป้องเขาจากความเสี่ยง แต่มันคือการสร้างโลกที่เขาจะเติบโตในแบบที่เขามีตัวเลือก มีเสียงของตัวเอง และมีคนที่เขาไว้ใจได้อยู่ข้าง ๆ เวลาเขาต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ
จี๊ปอยากขอบคุณโอกาสที่ได้รับ ขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่าน ทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวจี๊ป ให้พื้นที่ ให้เสียง และให้โอกาสได้เรียนรู้ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความรู้ แต่เป็นมุมมองที่จี๊ปจะนำกลับมาสู่การทำงานในทุกวันค่ะ





Leave a Reply