
บทนำ: เมื่อสมองไม่ยอมหยุดคิด
หลายคนคุ้นเคยกับการนอนบนเตียงแต่หัวกลับตื่นเต็มที่ คิดวนไปมาทั้งเรื่องอดีตและอนาคต ตั้งแต่ประโยคที่เคยพูดพลาดเมื่อ 3 ปีก่อน ไปจนถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ภาวะนี้เรียกว่า “Overthinking” หรือการคิดมากเกินไป ซึ่งไม่ได้แค่ทำให้เราเหนื่อย แต่ยังทำให้เสียโอกาสในปัจจุบันโดยไม่รู้ตัว
1. กลไก Overthinking ในสมองทำงานอย่างไร
สมองของเรามีระบบหนึ่งเรียกว่า Default Mode Network ที่จะทำงานเมื่อเราไม่ได้จดจ่อกับงานตรงหน้า เช่น ตอนนั่งเหม่อ อาบน้ำ หรือนอนก่อนหลับ ระบบนี้ช่วยให้เราทบทวนชีวิต วางแผนอนาคต และสร้างความหมายให้กับประสบการณ์ต่าง ๆ
แต่เมื่อความกังวลและความกลัวเข้ามาแทรก การทบทวนที่ควรจะมีประโยชน์ กลับกลายเป็นวงจรคิดฟุ้งซ่านที่จินตนาการสถานการณ์แย่ที่สุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้สมองเหนื่อยและหัวใจล้าไปพร้อมกัน
2. ทำไมบางคนถึงคิดมากเป็นพิเศษ
มีหลายปัจจัยที่ทำให้บางคนมีแนวโน้มคิดมากกว่าคนอื่น เช่น
- เป็นคนรับผิดชอบสูง กลัวทำผิด หรือกลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง
- เคยผ่านประสบการณ์ที่ผิดพลาด จนกลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
- โตมาในสภาพแวดล้อมที่ถูกวิจารณ์บ่อย จนไม่มั่นใจในตัวเอง
- คาดหวังกับตัวเองสูง ต้องการให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด
Overthinking จึงไม่ได้หมายความว่า “เราอ่อนแอ” แต่หลายครั้งมันสะท้อนว่าคุณแค่อยากให้ทุกอย่างถูกต้องและไม่ทำร้ายใคร เพียงแต่สมองใช้วิธีที่ทำให้เราเหนื่อยเกินไปเท่านั้นเอง
3. วงจรคิดมาก: จากคำถามเล็ก ๆ สู่ความกังวลไม่รู้จบ
Overthinking มักเริ่มจากคำถามธรรมดา เช่น “เขาจะไม่พอใจไหม” “ถ้าทำแบบนี้จะผิดหรือเปล่า” จากนั้นสมองจะเริ่มสร้างภาพ “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” แบบไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งคิดยิ่งกลัว ยิ่งกลัวยิ่งคิด วงจรนี้ทำให้เรา:
- ตัดสินใจช้า หรือไม่ตัดสินใจเลย
- เสียเวลาจำนวนมากไปกับการคิดแทนการลงมือทำ
- เหนื่อยกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
4. วิธีรับมือกับ Overthinking แบบลงมือได้จริง
4.1 เทคนิค “เททั้งหมดลงกระดาษ” (Brain Dump)
เมื่อรู้สึกว่าหัวกำลังมีความคิดวิ่งเต็มไปหมด ให้หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น เขียนทุกอย่างที่คิดออกมาแบบไม่ต้องเรียงลำดับ ไม่ต้องแก้คำผิด เพียงแค่ปล่อยให้หัวได้ “คายออกมา”
เมื่อความคิดถูกเปลี่ยนเป็นตัวหนังสือ สมองจะเริ่มเห็นโครงสร้าง เช่น อันไหนคือสิ่งที่ควบคุมได้ อันไหนคือความกลัวล้วน ๆ การแยกแบบนี้ช่วยลดความหนักของอารมณ์ลงได้มาก
4.2 กำหนด “เวลาคิดมากโดยตั้งใจ”
ฟังดูแปลก แต่การอนุญาตให้ตัวเอง “คิดมากอย่างมีขอบเขต” ช่วยลดอาการคิดวนได้ เช่น เลือกเวลาวันละ 10–15 นาที เพื่อมานั่งทบทวนเรื่องที่กังวล เขียนแนวทางแก้ หรือข้อเท็จจริงที่มีอยู่ จากนั้นเมื่อถึงเวลานอกช่วงนี้ ให้บอกตัวเองว่า “ไว้คิดตอนช่วงเวลา Overthinking ของเรา”
4.3 ถามคำถามสำคัญ: “ควบคุมได้ไหม?”
ทุกครั้งที่ความคิดฟุ้งเริ่มมา ลองหยุดสักครู่แล้วถามตัวเองว่า “สิ่งที่กำลังกังวลอยู่ ควบคุมได้จริงไหม” หากคำตอบคือ “ได้” ให้แปลงความคิดเป็นแผนปฏิบัติ เช่น ต้องทำอะไร เมื่อไร กับใคร แต่ถ้าควบคุมไม่ได้ เช่น ความคิดของคนอื่น การตัดสินของคนอื่น หรือเหตุการณ์ในอดีต ให้ลองฝึกบอกตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังจินตนาการ ไม่ใช่กำลังจัดการ”
4.4 ฝึกอยู่กับปัจจุบันแบบง่าย ๆ
การหายใจลึก ๆ ช้า ๆ นับ 1–10 หรือการสังเกตสิ่งรอบตัว เช่น สี เสียง กลิ่น เป็นการดึงสติกลับมาที่ปัจจุบัน ช่วยให้สมองหยุดวิ่งไปในอดีตหรืออนาคตมากเกินไป ไม่จำเป็นต้องทำได้นาน แค่วันละ 2–3 นาที ก็เริ่มเห็นความต่างได้
บทส่งท้าย: คุณไม่ได้ “คิดมากเกินไปคนเดียว”
Overthinking เป็นประสบการณ์ที่มนุษย์จำนวนมากเผชิญร่วมกัน และมันไม่ได้บอกว่าคุณมีปัญหา แต่มักบอกว่าคุณใส่ใจมาก เพียงแต่สมองยังไม่รู้วิธีที่จะปกป้องคุณอย่างนุ่มนวลเท่านั้นเอง
การค่อย ๆ ฝึกสังเกตความคิด แยกแยะว่าอะไรจริงอะไรคือจินตนาการ และยอมรับว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกอย่าง คือจุดเริ่มต้นของอิสรภาพจากวงจรคิดวน ที่ไม่ต้องมาพร้อมการโทษตัวเองอีกต่อไป




Leave a Reply